ตะวันปลายฟ้า

 

     

 

a-new-day-48914

 

       ต่างมีชีวิต…และความเข้าใจ (บางส่วนของนวนิยาย..ตะวันปลายฟ้า)
                                   

                                        โดย  ชินเดช  ญาณรัตน์
   
      1.
                    
         สายฝนภายนอก   ยังโปรยปรายหนักหน่วง…
         ขณะเขาพาร่างเปียกโชกเข้าไปในห้อง   รู้สึกหนาวจนฟันกระทบกันกึกๆ นิ้วมือซีดเผือด  เขาปิดประตู เสียงอื้ออึงของลมฝนหรี่เสียงลงไปถนัดใจ   ห้องปิดกระจกแน่นกลบเสียงได้มากทีเดียว   และตอนนี้เขาก็ไม่อยากเปิดหน้าต่างนัก เขาควรหาความอบอุ่นให้ร่างกายตัวเองมากกว่า

         เขาค่อยๆแกะกระดุมเสื้อออกอย่างยากลำบาก  นิ้วมือชาเหน็บจนไม่อยากกระดุกกระดิก เสื้อเปียกน้ำฝนจนชุ่ม รัดแน่นแนบผิว   กว่าจะถอดออกได้ก็ทุลักทุเลสิ้นดี     นึกสมน้ำหน้าตัวเองขึ้นมาอีก…  ที่เดินตากฝนมาจนเปียกปอน  ทันทีที่ก้าวลงจากรถประจำทาง  เขาน่าจะหยุดรอให้ฝนหายเสียก่อนเหมือนคนอื่นๆที่ยืนเบียดเสียด หน้าสลอนกันอยู่ในศาลาที่พักผู้โดยสาร มันเป็นฝนหลงฤดู ทุกคนคงไม่คาดคิดว่า  ฝนจะตกลงมาอย่างกระทันหัน  ไม่มีใครมีร่มติดตัวกันมาสักคนรวมทั้งตัวเขาเองด้วย

          แต่เขากลับเดินดุ่ม  ฝ่าสายฝนไปหน้าตาเฉยเพียงลำพังทุกคนมองตามร่างเขาไปเป็นจุดเดียวกันอย่างงุนงงสงสัย  คงมีใครคิดว่าเขาบ้า สติไม่เต็มเต็ง    ช่างเถอะ… ไม่มีใครเข้าใจเขาเท่ากับตัวเองหรอก   คนเราชอบที่จะคิดและมองคนอื่นไปต่างๆนานาอยู่แล้ว…เขาไม่อยากใส่ใจเลย

         เขารู้ว่า  เขาอยากกลับไปให้ถึงห้องพักให้เร็วที่สุดอยากขังตัวเองอยู่เงียบๆ เฝ้ามองดูสายฝนโลมดิน หรือไม่ก็นอนหลับตา ข่มหัวใจอันโหวงหวิว  ความอ่อนแอกำลังจู่โจมเข้าสู่ความรู้สึก มากยิ่งขึ้นๆทั้งที่พยายามบอกกับตัวเองว่า  เขาต้องเข้มแข็งให้ถึงที่สุด อย่างน้อยวันนี้เขาก็ชนะแล้ว

         ใช่… เขาชนะแล้ว   แม้จะต้องใช้ความเข้มแข็งกว่าทุกวัน    แต่มันจะเป็นครั้งสุดท้าย…เขาจะเจ็บปวดอีกเพียงครั้งเดียว

 

        2.


         เขาเช็ดตัวลวกๆ เปลี่ยนเสื้อผ้า มองหาแก้วเหล้า วิสกี้ที่หลงเหลืออยู่กว่าค่อนขวดเมื่อคืนก่อน คงช่วยเขาได้บ้าง  เขาดื่มรวดเดียวหมดแก้ว  ร้อนวูบอุ่นไปทั่วท้อง  แล้วทุ่มตัวเองลงบนเตียงอยากหลับให้สนิทไปในทันที  จะได้ไม่ต้องต่อสู้กับความเจ็บร้าวที่ประดังอยู่ในใจ…ก็ได้แต่คิดเท่านั้น  เขารู้ตัวดี  เขาเป็นอย่างนี้เอง เพียงมีอะไรมาสะกิดใจนิดเดียว  เขาก็เก็บมาคิดแล้วนอนไม่หลับไปทั้งคืนบ่อยครั้ง  แต่ครั้งนี้มันมากยิ่งกว่า…กระเทือนไปทั้งชีวิตจิตใจทีเดียว

         ป่านนี้  เธอจะเป็นอย่างไรบ้างนะ   ก็คงต้องเสียใจ หรืออาจจะออกไปสนุกสนานกับเขาคนนั้นจนลืมเลือนว่ายังมีใครอีกคนจวนเจียรจะขาดใจ  เธออาจจะคิดไว้นานแล้ว และทำใจได้แล้วเมื่อรู้ว่า  วันหนึ่งมันต้องเป็นเช่นนี้  หรือเธออาจจะนอนร้องไห้  รักมากก็ย่อมต้องเสียใจมาก  โดยเฉพาะกับคนที่คิดว่ามีความหมายต่อชีวิตเราอย่างที่สุด  เธอคิดว่ามันยุติธรรมแล้วใช่ไหม.. ก็เธอเป็นคนบอกเขาเองไม่ใช่หรือ  วันหนึ่งถ้าต้องจากกัน เธอจะทนอยู่กับชีวิตที่เหลือได้อย่างไร..

         ทันทีที่นึกถึง ท่าทีเรียบๆหวานเศร้าของเธออย่างที่เขาเคยประทับใจ   ทำให้เขารู้สึกหวั่นไหวขึ้นมาอีกทั้งหวงแหนและรื้นรั้น   เขาโหดร้ายต่อเธอไปหรือเปล่าหนอ   แต่สิ่งที่เธอทำกับเขามันก็คู่ควรกันแล้ว

         สักครู่  เขาก็กลับทำใจได้ใหม่   เขาจะต้องไม่ใจอ่อนอีก  เขาควรจะทำอะไรบ้างและความรู้สึกที่หลุดหล่น เขาก็ไม่อาจเรียกกลับคืนมาได้

         นิยายรักระหว่างเธอกับเขา  เกิดขึ้นง่ายๆก็ต้องจบลงง่ายๆไม่ใช่หรือ…
         เขาลุกขึ้นนั่งเมื่อเห็นว่า    ไม่มีประโยชน์ที่จะข่มตาหลับต่อไป  มองไกลออกไปนอกหน้าต่างห้อง  สายฝนที่แน่นหนาทำให้มองเห็นแต่ละอองฝ้าขาวครอบคลุมไปทั่ว  แต่ก็ยังมีแสงไฟเล็ดลอดมาบ้าง

         ที่ที่เขาอยู่เป็นตึกสูง  ห้องเช่าของเขาอยู่ชั้นบนสุด  เขาพอใจตั้งแต่วันแรกที่ย้ายมาแล้ว   ความสูงของมันทำให้มองทิวทัศน์ได้ไกลๆ  ทุกเช้า  ถ้าเขาไม่นอนดึกจนเกินไป  เขาจะลุกขึ้นมานั่งมองพระอาทิตย์ขึ้น  ด้านนั้นยังเป็นทุ่งกว้างที่พอมองเห็นอะไรได้บ้าง  ทุกเช้า  ตีนฟ้าด้านนั้น   จะเริ่มต้นด้วยแสงนิ่มนวลอ่อนโยน  อย่างที่เรียกกันว่าแสงเงินแสงทอง  แล้วต่อมาก็ค่อยๆระบายสีส้ม  จากนั้นดวงตะวันกลมโตจะโผล่ขึ้นมารทีละนิด พร้อมกับแจกจ่ายความสว่างไสวไปทุกแห่งหน   จนแสงจัดจ้าเต็มที่นั่นแหละ  เขาจึงลุกขึ้นอาบน้ำไปทำงาน      

         หลายสิ่งเมื่อเริ่มต้นมักอ่อนโยนเช่นนี้  แต่นานไปอาจจะไม่เหมือนวันเก่าก่อนเลย    อย่างที่เขาเคยแปลกใจต่อดวงตะวันในตอนเที่ยงที่แปรเปลี่ยนไป  ราวกับเป็นคนละดวงเป็นคนละสิ่งกับที่เห็นในตอนเช้าตรู่  แล้วในที่สุดก็จะค่อยๆอ่อนแสงลงในตอนย่ำเย็น  อีกครั้งก่อนจะลับลาจากไป

         แต่เรื่องราวของเขากับเธอ   คงไม่อาจเดินย้อนกลับไปสู่วันแรกเริ่มได้อีก
         มันจบแล้ว…
         เขาจะไม่หลอกตัวเองเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมาอีก    จะมีประโยชน์อะไรที่คนสองคน  ต้องมานั่งเสแสร้างว่าเข้าใจกัน  ในเมื่อความแตกต่างมันชัดเจนอยู่ในความรู้สึก      อันที่จริงเขาน่าจะรู้นานแล้ว  เพียงแต่ตอนนั้น  เขาไม่แน่ใจเท่านั้นเอง และเฝ้าแต่หวังว่า  นานวันแห่งความสัมพันธ์ทุกสิ่งอาจจะดีขึ้น   แต่ในที่สุดเขาก็ต้องยอมรับความจริงว่า  มันคือความล้มเหลว  เขาไม่อาจเปลี่ยนแปลงใครได้เลย   สิ่งดีงามสำหรับเขา  ก็ไม่ใช่ความสลักสำคัญสำหรับเธอเลย

         ในวันแรกพบ  ถ้ามีญาณทิพย์รู้ล่วงหน้าว่า  ทุกสิ่งจะจบลงด้วยการแยกจาก  เขาอยากรู้เหมือนกันว่า  เขาจะดีใจไหม..

         เขานั่งนิ่งอยู่เป็นนาน  ขณะความมืดโรยตัวครอบคลุมไปหมดแล้ว  ถ้าฝนไม่ตก  คงไม่มืดเร็วกว่าทุกวัน  บางทีเขาอาจจะได้ออกไปเดินในสวนสาธารณะใกล้ๆที่พักด้วยซ้ำ  แต่ฝนตกหนักอย่างนี้  อะไรๆก็ได้แต่คิดเท่านั้นเอง  เขาทอดสายตาผ่านเลยไปอย่างไม่มีจุดหมาย

        ที่ผนังห้องด้านหนึ่ง  มีรูปโปสเตอร์ขนาดใหญ่ติดอยู่  เป็นรูปทุ่งหญ้าที่มีดอกไม้สีขาวดอกเล็กๆพราวไสวไปทั่ว  มันช่วยให้ห้องเหงาๆดูมีชีวิตมากขึ้น  เธอเป็นคนซื้อให้เขาจากแผงริมทางเท้าที่สวนจตุจักร  เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ต้นปีนี้นี่เอง  เขายังจำคำพูดของเธอในวันนั้นได้หมด

         “ ชอบดอกไม้สีขาวนักไม่ใช่เหรอ…เอ้า ฉันเอามาให้เต็มทุ่งกว้างเลย  คุณไม่ต้องเปลี่ยนที่แจกันอีกแล้วนะ…”

   
      3.


         เธออ่อนไหวและซ่อนแววฝันเช่นนี้เองที่ได้ผูกสัมพันธ์กับเขาแนบแน่น  ตั้งแต่ที่ได้รู้จักกัน  วันหนึ่งเคยพูดถึงดอกไม้ด้วยกันเขาบอกเธอถึงดอกไม้บางชนิดที่อาจะไม่สวยแต่แข็งแรงทนทาน  เป็นประโยชน์กับสัตว์โลกบางชนิดที่ได้อาศัยเป็นอาหารด้วย  เขาถามเธอว่าคือ     ดอกอะไร   เธอบอกว่า…มันคือดอกหญ้า  เธอชอบดอกหญ้า และชอบที่จะเป็นอย่างดอกหญ้า     เพราะมันเข้มแข็ง อดทนและเจียมเนื้อเจียมตัว  ดอกหญ้านั้นเกิดขึ้นมาเงียบๆโดยไม่ได้รับความใส่ใจจากใครเลย  ต่อสู้กับธรรมชาติและผู้รุกรานโดยไม่ปริปากและเมื่อถึงวันหนึ่ง มันตายไปเงียบๆเช่นกัน..

         นั่นเป็นครั้งแรกที่เขาได้รู้จักเธอ   ผู้หญิงผมยาว ผอมบาง เล็กๆคนนี้…เขาตื้นตันจนนิ่งอึ้งไป  เป็นเรื่องเล็กน้อยดอกหรือกับการที่เราได้พบคนที่อยู่ในความฝันของเรามานานแสนนานทั้งที่เราคิดว่า  คงเป็นไปไม่ได้ด้วยซ้ำ  แล้วจู่ๆเขาก็ได้มาพบ

         วันหนึ่งเขาจึงบอกเธอว่า “ ผมอยากกอดคุณจัง…”เขาจำไม่ได้ว่าเธอพูดอะไรกับเขาก่อนที่เธอจะมาอยู่ในอ้อมกอดของเขา  เขาลูบผมยาวสลวยนั้น  ขณะสบตากัน

            “คุณรักฉันจริงหรือ?” เธอถาม
            เขาได้แต่เพียงพยักหน้า  ลำคอตีบตันด้วยความรู้สึกบางอย่าง
            “รักเถอะ…ฉันมีคนรักไม่มากนักหรอก”
         

         ช่วงนั้น  เขารู้สึกเหมือนชีวิตสว่างไสวไปหมด  วันคืนผ่านพ้นไปอย่างเป็นสุข  โลกทั้งโลกเหมือนหุ้มห่อด้วยดอกไม้  เวลาผ่านไปรวดเร็วมาก   โดยเฉพาะกับเวลาที่ได้อยู่ใกล้ชิดกับเธอผ่านไปรวดเร็วจนเขาแปลกใจ  และวันไหนที่ไม่ได้พบกัน  วันนั้นจะกลายเป็นวันที่แสนเหงาและเชื่องช้าที่สุดในชีวิต

 

     4.  

                  
         อากาศเริ่มเย็นลง  ฝนสร่างซาแล้ว   แต่ยังพรำเม็ดไม่หยุดเสียงกบ  เสียงอึ่งอ่างร้องระงมเคล้าคลอขึ้น  ด้วยบทเพลงธรรมชาติอันแสนบริสุทธิ์  แต่เหงาเศร้าในความรู้สึกของเขา    เวลาค่อนข้างดึกแล้ว   เขาน่าจะนอนให้หลับ  วันพรุ่งนี้เขาต้องเดินทางอีกไกลทีเดียว  อาจจะไกลกัน จนตลอดชีวิต   ทำไมเขาจะต้องมาสูญเสียเวลากับเรื่องนี้มากเกินไปนัก  เขาตอบตัวเองไม่ได้และคงไม่มีตอบเขาได้เช่นกัน

         เขาเอื้อมมือไปเปิดวิทยุที่หัวเตียง   หมุนหารายการเพลงยามดึก  บางที  เสียงเพลงอาจจะทำให้เขารู้สึกดีขึ้นก็ได้  ก่อนจะเติมวิสกี้ที่เหลือจนเต็มแก้ว    เริ่มต้นจิบช้าๆ  เสียงเหงาๆของเดนเวอร์กำลังเริ่มต้นด้วยเพลงแสนเศร้าด้วยท่วงทำนองการลาจากของชายหนุ่มกับหญิงคนรัก   ช่างกระหน่ำความรู้สึกเขาได้ดีเหลือเกิน

   
            ฉันเก็บกระเป๋าทั้งหมดจนเรียบร้อย…
            และพร้อมที่จะไปแล้ว…
            ไม่อยากปลุกเธอขึ้นมาเพื่อจะเอ่ยคำอำลา
            ขณะอรุณรุ่งกำลังปรากฏ…เช้าตรู่แล้ว
            ฉันจะต้องจากไปแล้ว…
            – – – – – – – – – – – – – –
            รู้สึกว้าเหว่จนอยากจะตายแล้ว…
            จูบฉันซิ.. และยิ้มให้ฉัน
            บอกซิว่า…เธอจะรอคอย
            กอดฉัน  ทำให้เหมือนว่าไม่อยากให้ฉันไป
            – – – – – – – – – – – – – – –
            ฉันจะจากไปแล้ว
            ไม่รู้ว่า  เมื่อใดจะได้กลับมาอีก
            ที่รัก… ฉันไม่อยากจากไปเลย
            – – – – – – – – – – – – – – —
            มีหลายสิ่งที่ฉันทำให้เธอผิดหวัง
            แต่หลายครา  ฉันเริงร่า อยู่ใกล้ๆเธอ
            ที่รัก… ขอบอกว่า  สิ่งเหล่านี้ไม่มีความหมายใดเลย
            จูบฉันซิ…และยิ้มให้ฉัน
            บอกซิว่า..เธอจะรอคอย
            ฉันกำลังจะจากไปแล้ว… ไปกับเครื่องบินแจ็ทในเช้าตรู่วันนี้เอง

            – – – – – – – – – – – – – – – —
            There’s  so  many  times  love  let  you  down

            So  many  times  love  played  around.

            I  tell  you  now… There  don’ t  mean  a  thing

                        
         เพลงชื่อ “ ฉันจะจากไปกับไอพ่น “ ของเดนเวอร์จบไปอย่างเหงาๆ ระโหยหา  โฆษกเริ่มประกาศรายการและพร้อมที่จัดเพลงต่อไปอีก   แต่เนื้อร้องของเพลงเดิม  ยังย้ำติดอยู่กับความรู้สึกของเขา

         จริงซิ…
         หลายครั้ง  หลายสิ่ง  เราต่างให้ความรู้สึกที่ดีต่อกัน
         และหลายครั้ง  เราต่างเจ็บปวด  เพราะกันและกัน
         แต่บัดนี้…ทุกสิ่งจบแล้ว…  ไม่มีความหมายอื่นใดอีก
         ความหลัง  บางทีก็เป็นเรื่องที่นึกไม่ถึง    บางอย่างผ่านเข้ามา แล้วก็จากไป      เงียบๆ
         เมื่อวานเขากับเธอ   ยังเดินอยู่ด้วยกัน
         แต่วันนี้  ต่างแตกร้าวกันแล้ว
         ช่างเป็นเรื่องน่าขบขันเสียจริงๆ  แต่คงไม่มีใครหัวเราะได้ออก
         เขานึกไปถึงคำอธิษฐานที่เธอเคยบอก   เธออธิษฐานว่า… ในชีวิตที่เหมือนคนอาภัพของเธอ   สุดสิ่งปราถนาเธออยากพบใครที่รักเธอสักคน

            “ จริงๆนะ  ฉันอธิษฐานอย่างนี้   คุณจะไม่เชื่อก็ได้   แต่ฉันเชื่อ เพราะไม่กี่วันต่อมา  ฉันก็ได้พบคุณ”

             ตอนที่ได้ฟังเธอบอกเล่าครั้งแรก  เขารู้สึกถึงพลังมหัศจรรย์บางอย่าง  และรู้สึกรักและสงสารเธอมากขึ้น     และเฝ้าสัญญากับกับตัวเอง  ว่าจะเป็นผู้พิทักษ์ปกป้องเธอตลอดไป  จะเป็นความอบอุ่นทดแทนความว้าเหว่ในครอบครัวที่แตกแยกของเธอ   ซ้ำยังขาดความรักความเข้าใจจากแม่ที่เหลืออยู่อีก   เขาดึงร่างเธอมากอดแนบแน่น

         ครอบครัวใหม่ที่สุขสงบ   ต่างร่วมกันฝันต่างมั่นหมาย
         แต่…วันนี้    ความฝันทั้งมวลที่เคยมี   เหมือนดับสลายไปหมดสิ้นแล้ว


       5.
         

        เขาไม่ได้สังหรณ์ใจมาก่อนเลย   ความหมางเมินเกิดขึ้นเงียบๆ ตอนแรกเขาพยายามเข้าใจว่า  เขาทำงานมากเกินไป  มีเวลาให้เธอน้อยลงกว่าแต่ก่อน   เป็นเรื่องธรรมดาที่เธอต้องรู้สึกอะไรบ้าง   ต่อมาหลังจากนั้นเขาจึงรับงานน้อยลง    แต่ความสัมพันธ์ก็ไม่ได้ดีขึ้นอย่างที่คาดหวังไว้เลย

            “ ผมให้สัญญารออีก…ไม่นาน”
            “ อย่าเลยค่ะ”  เธอพูด   เขาพยายามคิดว่าเธอเสแสร้งหยอกเอินเขา

มากกว่า
            “ ถ้ามันไม่พร้อมก็ยังไม่ต้องหรอก   ถ้าคุณยังปากกัดตีนถีบอย่างนี้  เราไม่

ต้องแต่งงานกันก็ได้  ฉันไม่อยากให้เด็กๆที่จะเกิดมาลำบาก  ฉันไม่อยากให้ลูกต้องพบกับชีวิต แร้นแค้นเซ็งๆน่าเบื่อหน่ายเหมือนฉันอีก  ให้มันหยุดเสียที่ฉันเถิด…”

   “ งั้นคุณก็คงต้องไปแต่งงานกับเศรษฐีเท่านั้น…ผม  คงทำอะไรไม่ได้มากกว่านี้..โดยเฉพาะในเวลานี้…”

         เธอนิ่งเงียบ    เขาไม่เข้าใจนัก  เธออาจจะพูดออกมาด้วยอารมณ์  เขาควรจะอภัยให้ได้   ถ้าจะมีเพียงแค่นั้น   แต่สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมานี่ซิ..  เขาคิดว่าเขาควรจะทำอย่างไร  คนเราจะมีความอดทนสักเพียงไหนกัน     บางสิ่งชัดเจนมากยิ่งขึ้น  เมื่อเขาจำเป็นต้องลาออกจากงานที่ทำเมื่อเห็นว่าไปไม่ได้ด้วยกับบรรณาธิการเจ้าของหนังสือ

         ช่วงที่เขาว่างงานอยู่นั้น  เขาอยากอยู่ใกล้ๆเธอ  ความรู้สึกว้าเหว่บางอย่าง เกาะกุมอย่างบอกไม่ถูก  เธอคนเดียวเท่านั้นที่ชดเชยความรู้สึกนี้ได้    แต่กลายกลับเป็นว่า  เธอห่างเหินไปเงียบๆ ไม่ได้พบกันนับเป็นสัปดาห์ ขณะที่หัวใจมันโหยหา  และสิ่งที่เขาได้รับรู้  ในเวลาต่อมา คือ    มีใครบางคนที่เธอเคยผูกพัน

กลับมาหาเธอเงียบๆ   และเขาคนนั้นก็มีทุกสิ่งทุกอย่างพร้อมเพรียง    สำหรับอนาคตที่เธอฝันใฝ่ที่ดีกว่าเขามากมายนัก   เขารู้สึกเหมือนสิ้นเรี่ยวแรง ท้อแท้  แต่ก็ยังเชื่อใจเธอ  เพราะเธอเหมือนเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของเขา เธอเข้าใจเขาและรักเขาที่สุด  เหมือนเพื่อนคนสุดท้ายที่เขาเหลืออยู่  เพราะเธอคือผู้จุดประกายความหวังให้เขา ให้สู้กับทุกสิ่งทุกอย่าง    เพื่อวันข้างหน้าที่ต่างฝันต่างมั่นหมาย

         แต่แล้ววันหนึ่ง  เมื่อเขารู้สึกเหงา จนทนไม่ได้  เขาจึงโทรหาเธอ  รู้ว่า  เธอคนเดียว  ที่จะช่วยทำให้เขารู้สึกดีขึ้น                

            “ คิดถึงคุณจัง  ออกมาหาผมหน่อยได้ไหม  ผมเหงามากเลย  มาเถอะ – วันนี้ที่ธรรมศาสตร์  มีรายการอภิปรายที่น่าสนใจนะ  ผมจะพาคุณไปฟัง และ ผมเองก็มีเรื่องจะบอกเล่ามากมายเลย  …”

         เขาอยากบอกและอยากขอแต่งงานกับเธอ    และจะพาเธอเดินทางไปที่หมู่บ้านชายทะเลเล็กๆ  ที่นั่นญาติคนหนึ่งเปิดโรงเรียนสอนเด็กกำพร้า  น้าชายอบากให้เขาลงไปเป็นครูสอนศิลปะหลายปีมาแล้ว    และเธอเองก็คงเป็นครูคนเก่งทางภาษาไทย  ไม่เลวนัก  เพราะจบมาทางด้านนี้   ถึงเวลาที่เขาควรจะพาเธอไปจากเมืองใหญ่เสียที     เขามีที่ดิน มีบ้านที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้  ชีวิตคงมีความหมายกว่าเมืองใหญ่แห่งนี้…

         แต่คำตอบที่ได้รับ  เขาแทบไม่เชื่อว่า  นี่คือคำพูดจากคนที่เข้าใจและรักเขา…  เธอปฏิเสธเหมือนไม่ต้องการรับรู้ปัญหาอะไรอีก  เหมือนเขาเป็นคนแปลกหน้า  ที่ไม่ใช่เขาและเธอคนเดิม

          “ ไปเถอะ  คุณไปคนเดียว  ฉันขี้เกียจแต่งตัวออกไปแล้ว”
         บางสิ่ง  บางอย่าง ตกแตก  เหมือนได้รอเวลาอยู่แล้ว  เพียงไม่คิดว่า มันจะรวดเร็วขนาดนี้ไม่เป็นไร   เขาคิดว่า  เขาพอทนได้ หลังจากเธอวางสายและนิ่งอึ้งอยู่นาน   เธออาจจะมีเหตุผลของเธอ   แต่เขาก็ไม่อาจจะปฏิเสธได้ว่าความรู้สึกบางอย่าง  ที่เคยมีต่อกันนั้นมันได้ตกแตก  เหมือนแก้วบางที่ร่วงหลุดมือ    และอย่างยิ่ง   เมื่อทราบภายหลังว่า  คืนนั้นเธอไปงานเลี้ยงหรูหรากับเขาคนนั้น

         เขานึกไปถึงครั้งหนึ่ง  เธอเคยถามเขาไม่ใช่หรือว่า  เขาจะไปจากเธอไหม  วันนั้น  นานเหมือนกัน  กว่าที่เขาจะหาเหตุผลตอบเธอได้  อย่างตรงกับความรู้สึกของเขาที่สุด

            “ บางที…ผมอาจจะต้องไป..”  เขาตอบอย่างจริงใจ   แม้จะเห็นสีหน้าของเธอจะหมองลงไป “ จริงๆนะ   วันหนึ่งผมอาจจะต้องไปก็ได้  และวันนั้น มันอาจเป็นความต้องการของคุณเอง  แต่ผมเชื่อว่า มันจะไม่เกิดขึ้น  มันอยู่ที่ผมกับคุณ เราสองคน  ผมอยากบอกคุณอย่างหนึ่ง  ผมอยากให้คุณมั่นใจ  อย่าท้อแท้กับชีวิตมากนัก  ยังมีคนอีกมากมายที่เขาทุกข์ยากกว่าเรา   เขาอาจจะไม่มีในสิ่งที่เรามีด้วยซ้ำ”  เขาพูดกับเธอยืดยาวมากกว่านี้  แต่จำไม่ได้ทั้งหมด

         หญิงสาว.. เธอจะยังจำคำอธิษฐานของเธอได้ไหม  หรือได้ลืมเลือนไปหมดแล้ว   ไม่เป็นไร ถ้าชีวิตคุณต้องการสิ่งที่ดีกว่า  และไม่เป็นไร  หากคุณจะได้เปลี่ยนคำอธิษฐานที่เคยมี ไปเสียแล้ว


      6.
                        
         เสียงคนยามเคาะแผ่นเหล็กบอกเวลาแว่วมากับสายลมดึกจากที่ใดที่หนึ่ง   เขานับตามในใจ  หนึ่ง สอง สาม สี่ ตีสี่แล้ว  เวลาผ่านไปรวดเร็วเหลือเกิน  และข้างนอกฝนหายไปจนหมดสิ้นทิ้งร่องรอยเพียงความเปียกชื้นไว้ให้เห็นเท่านั้น

         เขาจัดแจงเก็บเสื้อผ้า  ลงกระเป๋าเดินทาง  เหลืออีกเพียงไม่ถึงสองชั่วโมง  รถไฟเที่ยวเช้าก็จะนำเขาไปจากที่นี่เสียที    ไปสู่หมู่บ้านชายทะเลเล็กๆ หมู่บ้านที่เธอเคยร่วมฝันร่วมมั่นหมาย  ว่าวันหนึ่ง   จะเดินทางไปด้วยกัน  ไปทำอะไรที่เราควรจะทำกันได้บ้างที่นั่น…     แต่ วันนี้  มันคงไม่มีความหมายสำหรับเธออีกแล้ว    และเขากำลังจะเดินทางไปที่นั่น ไปเพียงลำพังคนเดียว

         รู้สึกอาลัยอาวรณ์ต่อทุกสิ่ง…  อย่างอดไม่ได้   แต่ท้ายที่สุดก็รู้ว่า   เขาได้สูญเสียเวลากับบางสิ่งกับคนบางคนนานเกินไปแล้ว   โดยเฉพาะไปวางความหวังไว้กับคนที่ไม่มีความมั่นใจในตัวเองเลย  ซึ่งรังแต่จะทำให้ตัวเขาเจ็บช้ำเปล่าๆ   เขาค่อยๆปลดรูปดอกไม้สีขาวลงอย่างแผ่วเบาทนุถนอม  คำพูดของเธอเมื่อตอนเช้าวานนี้ยังดังก้องอยู่ในความรู้สึกเมื่อได้แตะต้องสัมผัสกรอบรูป

            “ ฉันยังไม่พร้อม  เราคบกันไปเรื่อยๆเถอะนะ..   ชาตินี้ฉันจะไม่ยอมให้ตัวเองต้องพบกับความยากจนเหมือนพ่อแม่ที่ผ่านมาอีก ..โลกในอนาคต  ถ้าเราไม่มีอะไรเลย  คุณจะให้ฉันเชื่อ ..ได้อย่างไรว่า..คุณจะไม่ทำให้ฉันและครอบครัวไม่ลำบาก…”         

   
      7.                  
                    
         เขาล็อคประตูเดินออกไปจากห้อง  อยากปลุกเพื่อนห้องข้างเคียงเพื่อเอ่ยคำอำลา   แต่แล้วก็เปลี่ยนใจ อาจจะเป็นการรบกวนใครเขาก็ได้  คำอำลาของเขาจะมีค่าอะไรนัก  อากาศภายนอกปลอดโปร่งเย็นชื่น   ราวกับจะเป็นการอวยพรสำหรับการเดินทางไปสู่ความหวังใหม่ของเขา

         ลาก่อน…พิณดา   ถ้าเพียงแต่คุณเข้าใจและคิดว่า  เราทุกคนต่างมีชีวิต เลือดเนื้อ  ต้องการความรัก ความอบอุ่นเหมือนๆกัน ไม่เฉพาะแต่กับคุณหรือแต่กับผมเท่านั้น    บางที   ความหวังที่มีอยู่แล้วในมือของเรา  คงไม่ต้องมาตกแตกเช่นนี้หรอก

         เขาอยากบอกกับสายลมไปถึงเธอ   ขณะรถแท็กซี่เปลี่ยนเกียร์เพิ่มความเร็ว  เสียงเพลงจากคาสเซ็ทในรถ  เหมือนดังมาซ้ำเติมความรู้สึกบางอย่างกับเขา… บทเพลงแห่งการลาจากเหมือนตามมาเยาะหยัน

                          
           There  so  many  time  I’ ve let  you  down.

            So  many  times  I’ve  played  around

            I  tell  you  now.  They  don’t  mean  a  thing.

                        
            “ ใช่ซิ…ทุกสิ่งจบแล้ว…”  เขาบอกกับตัวเอง   น้ำตาซึมไหลอย่างไม่อาจกดกลั้นไว้ได้อีก.

    
    
    

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *